5 วันแรกของพี่โอเลี้ยง
จากวันที่เกือบส่งกลับ ถึงวันที่รู้ว่าเราน่าจะไปต่อกันได้

ถ้าย้อนกลับไปตอนที่แม่เริ่มคิดว่าจะรับหมามาเลี้ยง แม่คงไม่คิดเลยว่า หลังจากพากลับบ้านมาได้แค่วันเดียว แม่จะต้องโทรกลับไปหามูลนิธิแล้วถา มว่า
"ถ้าเราอยู่ด้วยกันไม่ได้ แม่ส่งเขากลับได้ไหม"
แต่ก่อนจะไปถึงวันนั้น เรื่องของแม่กับพี่โอเลี้ยงเริ่มก่อนหน้านี้เกือบหนึ่งเดือน
ก่อนจะเป็น “พี่โอเลี้ยง”
วันที่ 11 มกราคม 2568 แม่ติดต่อ The Voice ครั้งแรกเพื่อสอบถามเรื่องรับเลี้ยงหมา
ตอนนั้นพี่ยังไม่ได้ชื่อโอเลี้ยง ชื่อที่มูลนิธิตั้งไว้คือ “เชล”
การรับเลี้ยงไม่ได้เป็นแบบเดินเข้าไปเลือกแล้วพากลับบ้านเลยนะ มูลนิธิมีการคัดกรองเบื้องต้น ถามทั้งเรื่องสมาชิกในบ้าน ลักษณะบ้าน พื้นที่เลี้ยง จะเลี้ยงในบ้านหรือนอกบ้าน มีสัตว์เลี้ยงตัวอื่นไหม รวมถึงมีสัญญารับเลี้ยงด้วย
ตอนแรกแม่ตั้งใจว่าจะรับมาสองตัวด้วยซ้ำ คือพี่กับน้องผู ้หญิงอีกตัวหนึ่ง
วันที่ 26 มกราคม แม่ไปดูตัวจริงครั้งแรก
เจอกันครั้งแรกพี่ก็ประเดิมด้วยการ...
ฉี่ใส่แม่เลยค่ะ 5555
แต่ตอนนั้นพี่เข้าหาง่าย จับตัวได้ แม่ไม่ได้รู้สึกเลยว่าจะมีปัญหาอะไร
ส่วนน้องผู้หญิงตัวเล็กมาก แม่ไม่เคยเลี้ยงหมาตัวเล็ก แล้วไม่มั่นใจว่าจะดูแลเขาได้ดี สุดท้ายเลยตัดสินใจรับพี่มาตัวเดียว
แล้ววันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2568 ก็มาถึง
วันนั้นเป็นช่วงที่คนยังไปไหว้ขอพรกันรับตรุษจีน ก่อนจะไปรับพี่ แม่ไปไหว้เจ้าพ่อเสือกับเพื่อนมา แล้วจึงไปรับพี่กลับบ้าน
บนรถพี่อยู่ในกล่องเงียบ ๆ ไม่ร้อง ไม่เห่า
ถึง บ้านก็วิ่งเล่น ทุกคนยังจับพี่ได้ตามปกติ
แล้วด้วยความเห่อหมาใหม่ของคนทั้งบ้าน ต่างคนต่างเอาของให้กิน สุดท้ายวันแรกของพี่ในบ้านก็จบด้วย...
อ้วกค่ะ 5555
ตอนนั้นทุกอย่างยังดูไม่มีอะไร จนกระทั่งช่วงเย็น
จากหมาที่ทุกคนจับได้ ตอนกลางคืนกลับไม่มีใครเข้าใกล้ได้
ช่วงเย็นวันนั้นเกิดเรื่องกับคุณตา
คุณตาจับพี่ค่อนข้างแรง พี่ตกใจแล้วพุ่งจะกัด แม่ต้องรีบจับออก
แต่เรื่องไม่ได้จบแค่ตรงนั้น
หลังจากเหตุการณ์นั้น พี่เริ่มไม่ยอมให้คนอื่นเข้ามาใกล้ โดยเฉพาะเวลาเข้ามาใกล้แม่หรือเข้ามาใกล้ตัวพี่
จากหมาที่เมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนทุกคนยังจับได้ อยู่ ๆ สถานการณ์ก็เปลี่ยนไปหมด
แม่เองไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้น รู้แค่ว่าแบบนี้อยู่รวมกันไม่ได้แน่ ๆ
จนกลางคืนต้องแยกพี่ออกมานอน
แล้วคืนนั้นแม่ก็เริ่มหา อ่านไปเรื่อย ๆ ว่าหมาที่มีพฤติกรรมแบบนี้ต้องทำยังไง ต้องฝึกยังไง มีใครช่วยได้บ้าง
เกือบทั้งคืน
จนแม่ไปหาเจอครูฝึกสุนัขทหารแถวดอนเมือง แม่ติดต่อไป ครูบอกว่าพามาให้ดูก่อนได้
เช้าวันรุ่งขึ้นแม่ก็พาพี่ไปเลย
3 เดือน เดือนละ 15,000 บาท
ครูดูพี่แล้วประเมินว่า ถ้าดุขนาดนี้ต้องทิ้งไว้ฝึกประมาณ 3 เดือน ค่าใช้จ่ายเดือนละ 15,000 บาท ไม่รวมอาหาร มันคืออย่างน้อย 45,000 บาท สำหรับหมาที่เพิ่งรับมาอยู่ด้วยกันวันเดียว
แม่กลับมาคิดหนักมาก
ไม่ใช่แค่เรื่องเงิน แต่ถ้าต้องทิ้งพี่ไว้ฝึก 3 เดือน พี่เพิ่งออกจากมูลนิธิ เพิ่งมาอยู่บ้าน แล้วก็ต้องย้ายไปอยู่ที่อื่นอีก
ตอนนั้นแม่ไม่รู้หรอกว่าอะไรคือทางที่ถูก รู้แต่ว่าเรื่องมันใหญ่กว่าที่แม่คิดไว้เยอะ
หลังจากคุยกับครูแล้ว แม่ถึงติดต่อกลับไปที่ The Voice
บอกมูลนิธิตรง ๆ ว่าพี่เข้ากับคนในบ้านไม่ได้ มีพฤติกรรมพุ่งจะกัด และถามว่า
ถ้าแม่เลี้ยงต่อไม่ไหว จะส่งพี่กลับได้ไหม
จำไม่ได้ว่าพูดยังไงบ้า งแต่ตอนนั้นแม่พูดไปร้องไห้ไป
ทางมูลนิธิเข้าใจและให้ option ทั้งแม่และพี่ ไม่ได้บอกให้แม่เอาพี่กลับทันที และยังเสนอว่าจะช่วยเรื่องค่าเรียนถ้าแม่อยากเลี้ยงต่อ แต่ขอให้ลองคุยกับ ครูตองจากศูนย์ฝึกสุนัขชัยภัค ก่อน
แม่ก็เลยรอครูตองโทรกลับ
วันที่แม่นั่งกอดพี่ร้องไห้อยู่ในรถ
ระหว่างรอ แม่พาพี่มาจอดรถที่ปั๊มน้ำมัน แม่ย้ายมานั่งข้างหลัง ก็นั่งกอดพี่ร้องไห้อยู่ตรงนั้น
แม่รู้สึกผิดมาก
แม่เป็นคนเลือกพี่มาเอง เพิ่งพาพี่กลับบ้านได้วันเดียว แล้วตอนนี้แม่กลับกำลังคิดว่าจะส่งพี่กลับไปอีกแล้ว
ตอนนั้นแม่ไม่ได้รู้หรอกว่าพี่กำลังคิดอะไร
แม่รู้แต่ความรู้สึกของตัวเองว่า
ไม่อยากส่งกลับเลย
แต่ก็ยังไม่รู้ว่าจะทำยังไงให้พี่อยู่กับคนในบ้านได้
ถ้าแม่อยู่กับพี่ได้คนเดียว แล้วคนอื่นเข้าใกล้ไม่ได้ เราจะใช้ชีวิตกันยังไง
ตอนนั้นมันมีแต่คำถามเต็มไปหมด
“ลองให้เวลาพี่ อีก 3–5 วัน”
แล้วครูตองก็โทรกลับมา
ครูฟังเรื่องทั้งหมดแล้วแนะนำว่า ตอนนี้ยังไม่ต้องรีบทำอะไรเยอะ
ให้กั้นพื้นที่พี่ออกมาก่อน แต่เป็นพื้นที่ที่ยังมองเห็นคนในบ้านได้
ให้เขาค่อย ๆ อยู่กับบ้าน อยู่กับคน
มีเรื่องการเข้ากรง มีเรื่องการให้อาหารจากมือ แล้วก็ให้เวลาพี่หน่อย
ลองอีกสัก 3–5 วัน
แม่ก็ทำตาม
พื้นที่ของพี่อยู่บริเวณระเบียงติดกับห้องรับแขก พี่ยังมองเห็นคนในบ้าน โดยเฉพาะคุณยายที่อยู่แถวนั้นบ่อย
แม่พาพี่มากินข้าวใกล้ ๆ คนในบ้าน ค่อย ๆ ทำไป
ตอนนั้นแม่ไม่มีความรู้เรื่องพฤติกรรมหมาหรอก ไม่รู้ด้วยซ้ ำว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับพี่เรียกว่าอะไร
แม่แค่ทำตามที่ครูแนะนำ แล้วรอดูว่า
อีก 3–5 วันจะเป็นยังไง
วันที่ 5
วันที่ 12 กุมภาพันธ์ แม่กลับมาถึงบ้าน แล้วหาโอเลี้ยงไม่เจอ
ตอนแรกก็งงว่า
หมาหายไปไหน?!
จนมารู้ว่า...
คุณยายเปิดให้พี่เข้ามาอยู่ในบ้าน
แม่เดินเข้าไปดู พี่นอนอยู่เฉย ๆ
คุณยายเดินผ่าน คุณน้าเดินผ่าน คุณตาก็เดินผ่าน
พี่ก็นอนของพี่
ไม่มีพุ่ง ไม่มีเหตุการณ์เหมือนวันแรก
แม่จำความรู้สึกตอนนั้นได้เลย
เหมือนยกภูเขาออกจากอก
แค่ห้าวันก่อนหน้านั้น แม่ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเราจะอยู่บ้านเดียวกันได้ไหม
แต่วันนี้พี่เข้ามา นอนอยู่ในบ้านกับทุกคนได้แล้ว
ไม่ได้แปลว่าจากวันนั้นพี่ไม่มีปัญหาอีกนะ
มีค่ะ เยอะด้วย 5555
ถ้าตอนนั้นมีใครมาบอกแม่ว่า นี่เป็นแค่จุดเริ่มต้น และหลังจากนี้แม่จะต้องเรียนเรื่องหมา ฝึกหมา หาครู เปลี่ยนครู เรียนอีก ฝึกอีก เจอปัญหาใหม่อีก...
แม่คงเหนื่อยตั้งแต่ฟังแล้ว 5555
แต่วันนั้นแม่ยังไม่รู้เรื่องพวกนั้น
รู้แค่อย่างเดียวว่า
ความคิดที่จะส่งพี่กลับมันหายไปแล้ว
เราน่าจะไปต่อกันได้
วันนี้ถ้าย้อนกลับไปดูห้าวันแรก แม่ไม่อยากเล่าเรื่องนี้ว่าเป ็น
“วิธีแก้หมาดุภายใน 5 วัน”
เพราะมันไม่ใช่แบบนั้นเลย
แม่ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพฤติกรรมที่เห็นตอนนั้นควรเรียกว่าอะไร
และการที่วันที่ 5 พี่นอนอยู่ในบ้านได้ ก็ไม่ได้แปลว่าปัญหาทุกอย่างจบแล้ว
สิ่งที่เปลี่ยนจริง ๆ ในวันนั้นคือ แม่
จากคนที่เมื่อไม่กี่วันก่อนนั่งกอดหมาร้องไห้ อยู่ในรถและคิดว่าจะต้องส่งเขากลับ
กลายเป็นคนที่คิดว่า
โอเค...เราน่าจะไปต่อกันได้
หลังจากนั้นแม่ยังทำผิดอีกเยอะ เข้าใจผิดอีกเยอะ เปลี่ยนวิธีฝึกอีกหลายครั้ง แล้วพี่เองก็มีเรื่องให้แม่เรียนรู้อีกไม่รู้จบ
แต่ถ้าถามว่าเรื่องของ “แม่กับพี่โอเลี้ยง” เริ่มตรงไหน
สำหรับแม่อาจไม่ใช่วันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่พี่เดินเข้าบ้าน
แต่อาจเป็นวันที่ 12 กุมภาพันธ์
วันที่แม่รู้ว่า
ไม่ต้องรู้ทุกอย่างวันนี้ก็ได้
ขอแค่เรายังอยากหาวิธีอยู่ด้วยกันต่อ
ก็พอแล้ว